ภาพรวมความสัมพันธ์ไทย-สหภาพยุโรป
ภาพรวมความสัมพันธ์ไทย-สหภาพยุโรป
วันที่นำเข้าข้อมูล 27 ก.ย. 2567
วันที่ปรับปรุงข้อมูล 11 ต.ค. 2567
| 10,708 view
| ภาพรวมความสัมพันธ์ไทย-สหภาพยุโรป |
- ไทยและสหภาพยุโรป (อียู) สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2505 (ค.ศ. 1962) โดยต่อมาไทยได้ตั้งคณะผู้แทนประจำประชาคมเศรษฐกิจยุโรป (European Economic Community: EEC) ในวันที่ 12 ธันวาคม 2505 (ค.ศ. 1962) และอียูได้จัดตั้งคณะผู้แทนของสำนักงานคณะกรรมาธิการประชาคมยุโรปที่กรุงเทพฯ เมื่อปี 2521 (ค.ศ. 1978) ซึ่งเป็นคณะผู้แทนฯ แห่งแรกของอียูในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
- อียูเป็นหนึ่งในผู้เล่นที่สำคัญของโลก มีบทบาทในการกำหนดทิศทางการเมือง ความมั่นคง ค่านิยม และมาตรฐานสากล มีสมาชิกจำนวน 27 ประเทศที่มีนโยบายร่วมกันหลายด้านในทิศทางเดียวกัน จึงมีอิทธิพลและสามารถสร้างแรงกดดันต่อการดำเนินนโยบายของไทยได้ในระดับสูง
- ปัจจุบัน ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับอียูมีพลวัตที่ดี ฝ่ายอียูกลับมามีปฏิสัมพันธ์กับไทยอย่างเต็มรูปแบบภายหลังการเลือกตั้งทั่วไปในไทยเมื่อปี 2562 (ค.ศ. 2019) ทั้งนี้ โดยเป็นไปตามมติที่ประชุมคณะมนตรีแห่งอียู ด้านการต่างประเทศ (Foreign Affairs Council: FAC) เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2562 (ค.ศ. 2019) ที่ให้เพิ่มพูนความสัมพันธ์กับไทย ซึ่งรวมถึงการสานต่อการเจรจาความตกลงต่าง ๆ ที่คั่งค้าง โดยเฉพาะกรอบความตกลงว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนและความร่วมมือรอบด้าน (Comprehensive Partnership and Cooperation Agreement: PCA) ระหว่างไทยกับสหภาพยุโรปและรัฐสมาชิก ซึ่งได้มีการลงนามในห้วงการประชุมสุดยอดอาเซียน-อียู สมัยพิเศษ (ASEAN-EU Commemorative Summit) เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2565 (ค.ศ. 2022) และความตกลงเขตการค้าเสรี (FTA) ซึ่งเมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2566 (ค.ศ. 2023) รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในขณะนั้น (นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์) และรองประธานคณะกรรมาธิการยุโรปฝ่ายบริหารและคณะกรรมาธิการยุโรปด้านการค้า (นาย Valdis Dombrovskis) ได้ร่วมกันแถลงข่าวประกาศรื้อฟื้นการเจรจา FTA ไทย-อียู โดยสองฝ่ายตั้งเป้าหมายคร่าว ๆ ("tentative deadline") ให้การเจรจาแล้วเสร็จภายในปี 2568 (ค.ศ. 2025)
- PCA ไทยและสหภาพยุโรปได้ลงนาม PCA ในห้วงการประชุม ASEAN-EU Commemorative Summit ที่กรุงบรัสเซลส์ เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2565 (ค.ศ. 2022) โดยสภายุโรปได้ให้ความเห็นชอบต่อกรอบความตกลง PCA แล้วเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2566 (ค.ศ. 2023) สำหรับฝ่ายไทยนั้นรัฐสภามีมติเห็นชอบกรอบความตกลง PCA เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2567 (ค.ศ. 2024) ฝ่ายไทยได้มีหนังสือแจ้งฝ่ายอียูว่าได้ดำเนินกระบวนการทางกฎหมายภายในที่จำเป็นเสร็จสิ้นสมบูรณ์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และระบุส่วนของกรอบความตกลงPCA ที่ประสงค์จะใช้บังคับไปพลางก่อน ซึ่งไทยและอียูสามารถเริ่มดำเนินการตามสาขาความร่วมมือในส่วนที่อยู่ในอำนาจที่อียูมีเหนือรัฐสมาชิกไปพลางก่อนได้ หรือที่เรียกว่า Provisional Application
- การเจรจาเขตการค้าเสรี (Free Trade Area: FTA) ภายหลังการประกาศฟื้นการเจรจาเมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2566 (ค.ศ. 2023) สองฝ่ายได้หารือกันในระดับเจ้าหน้าที่อาวุโส/หัวหน้าคณะเจรจาเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2566 (ค.ศ. 2023) ที่ประเทศไทยเพื่อวางแผนการเจรจา และได้เจรจาไปแล้ว 3 รอบ ได้แก่ รอบที่ 1 ที่กรุงบรัสเซลส์ เมื่อวันที่ 18-22 กันยายน 2566 (ค.ศ. 2023) รอบที่ 2 ที่กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 22-26 มกราคม 2567 (ค.ศ. 2024)
และรอบที่ 3 ที่กรุงบรัสเซลส์ เมื่อวันที่ 17-21 มิถุนายน 2567 (ค.ศ. 2024) โดยมีกำหนดการเจรจาอีกสองรอบ ได้แก่ รอบที่ 4 ที่กรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ 25-29 พฤศจิกายน 2567 (ค.ศ. 2024) และรอบที่ 5 ที่กรุงบรัสเซลส์ ในเดือนมีนาคม 2568 (ค.ศ. 2025) เพื่อให้สามารถบรรลุการเจรจาฯ ภายในปี 2568 (ค.ศ. 2025) ตามที่ทั้งสองฝ่ายเคยตกลงเป็นการเบื้องต้นกันไว้ อย่างไรก็ดี มีประเด็นท้าทายในการเจรจา FTA อาทิ (1) การเปิดตลาดการจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐ (2) การแข่งขันรัฐวิสาหกิจ (3) ทรัพย์สินทางปัญญา และ (4) พลังงานและวัตถุดิบ เป็นต้น - เศรษฐกิจ
- การค้า ภาพรวมในปี 2566 (ค.ศ. 2023) อียูเป็นคู่ค้าที่สำคัญอันดับที่ 4 ของไทย (รองจากจีน สหรัฐฯ และญี่ปุ่น) มีมูลค่าการค้ากับไทย 41,712.67 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าร้อยละ 1.75 มีสัดส่วนการค้ารวมคิดเป็นร้อยละ 7.27 ของการค้าทั้งหมดของไทยกับทั่วโลก โดยไทยส่งออกคิดเป็นมูลค่า 21,958.92 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลงจากปีก่อนหน้าร้อยละ 3.68 และไทยนำเข้าคิดเป็นมูลค่า 19,753.75 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าร้อยละ 8.55 ไทยได้เปรียบดุลการค้า 2,205.17 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
- การลงทุน อียูเป็นนักลงทุนรายใหญ่ลำดับ 6 ของไทย (รองจากญี่ปุ่น ไต้หวัน จีน สหรัฐฯ และอาเซียน) มูลค่าการลงทุนของอียูในไทยประมาณ 3.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ สำหรับไทยมีการลงทุนในอียูประมาณ 3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (1) กลุ่มธุรกิจสำคัญของอียูที่ลงทุนในไทย ได้แก่ European Association for Business and Commerce: EABC (บริษัทที่เป็นสมาชิก เช่น Standard Chartered, BMW, Mercedes-Benz, BASF, Moet, Hennessy, Mazars, Bayer) และ Thai European Business Association: TEBA (บริษัทที่เป็นสมาชิก เช่น Continental, DHL, Ducati, Michelin, Bosch) (2) กลุ่มธุรกิจไทยรายสำคัญที่ลงทุนในอียู ได้แก่ เครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP) บริษัท ไทยยูเนี่ยนโฟรเซ่น จำกัด บริษัท ส. ขอนแก่นฟู้ดส์จำกัด (มหาชน) บริษัท บางกอกแรนซ์ จำกัด (มหาชน) กลุ่มโรงแรมเครือดุสิตธานี บริษัท Thai-Pranda Jewelry บริษัทอินโดรามาเวนเจอร์ส์ จำกัด (มหาชน) บริษัท ดั๊บเบิ้ลเอ (1991) จำกัด (มหาชน) บริษัทไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) (MINT) บริษัท กลุ่มเซ็นทรัล จำกัด และบริษัท ปูนซีเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) (SCG)
- ความร่วมมือด้านมาตรฐานการทำประมง อียูประกาศให้ “ใบเหลือง” แก่ไทยเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2558 (ค.ศ. 2015) เพื่อเตือนให้ไทยแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม (Illegal, Unreported and Unregulated: IUU) มิฉะนั้นอาจถูกจัดให้เป็นประเทศที่ไม่ให้ความร่วมมือ(non-cooperating third country) และถูกให้ “ใบแดง” ซึ่งจะนำไปสู่การห้ามนำเข้าสินค้าประมงสู่ตลาดอียู ทำให้รัฐบาลได้กำหนดให้การแก้ไขปัญหาการทำประมง IUU และปัญหาแรงงานในภาคประมงเป็นวาระแห่งชาติหลังจากที่ไทยได้ปฏิรูปอุตสาหกรรมประมงโดยได้รับความร่วมมืออย่างใกล้ชิดจากอียู อียูจึงได้ประกาศปลดใบเหลืองให้แก่ไทยเมื่อวันที่ 8 มกราคม 2562 (ค.ศ. 2019) เพื่อแสดงการยอมรับความสำเร็จในการแก้ไขปัญหาการทำประมง IUU ของไทยที่มีผลเป็นรูปธรรมและเป็นมาตรฐานสากล โดยที่ผ่านมาสองฝ่ายส่งเสริมความร่วมมือในการป้องกันการทำประมง IUU ผ่านกลไก Thai-EU Working Group on IUU Fishing ซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยครั้งล่าสุด (ครั้งที่ 7) จัดขึ้นเมื่อเดือนมิถุนายน 2567 (ค.ศ. 2024)
- ฝ่ายไทยยังคงการมีปฏิสัมพันธ์กับฝ่ายอียูอย่างต่อเนื่อง ดังนี้ (1) เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2567 (ค.ศ. 2024) นาย David Daly เอกอัครราชทูตสหภาพยุโรปประจำประเทศไทยได้เข้าเยี่ยมคารวะนายธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และได้หยิบยกประเด็น IUU รวมทั้งประเด็นด้านเกษตรอื่น ๆ และ FTA ที่อยู่ระหว่างการเจรจา (2) นางชาลินา วิตเชวา (Ms. Charlina Vitcheva) ตำแหน่ง Director-General ของคณะกรรมาธิการยุโรปด้านประมงและทะเล (Directorate-General for Maritime Affairs and Fisheries: DG MARE) ได้เยือนไทยในวันที่ 9 พฤษภาคม 2567 (ค.ศ. 2024) เพื่อหารือเกี่ยวกับความร่วมมือในการต่อต้านประมง IUU และการแก้ไขกฎหมายประมงของไทยร่วมกับผู้แทนระดับสูงของไทยในระดับต่าง ๆ (3) เมื่อวันที่ 5-7 มิถุนายน 2567 (ค.ศ. 2024) ไทยได้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมคณะทำงานร่วมระหว่างไทยกับอียูในการต่อต้านการประมง IUU ครั้งที่ 7 ที่กรุงเทพฯ
- ด้านมาตรฐานสิ่งแวดล้อม กระทรวงการต่างประเทศ (กรมยุโรป) อยู่ระหว่างการพิจารณาดำเนินการเพื่อให้มีกลไกการบูรณาการการเตรียมความพร้อมสำหรับมาตรการต่าง ๆ ภายใต้แผนปฏิรูปยุโรปสีเขียว (European Green Deal: EGD) ของอียูในระดับชาติที่เหมาะสม ทั้งนี้ มาตรการสำคัญภายใต้ EGD ที่ภาคเอกชนไทยห่วงกังวลและคาดว่าจะส่งผลกระทบในวงกว้าง อาทิ การปรับค่าคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (Carbon Border Adjustment Mechanism: CBAM) และกฎหมายสินค้าปลอดการทำลายป่า (Regulation on Deforestation-Free Products: EUDR) โดยกระทรวงการต่างประเทศ (กรมยุโรปและเอกอัครราชทูต ณ กรุงบรัสเซลส์) ได้ร่วมมือกับหน่วยงานไทยที่เกี่ยวข้องเพื่อผลักดันให้เกิดความร่วมมือในการสนับสนุนการเตรียมพร้อมสำหรับกฎหมายทั้งสองรายการให้กับเอกชนไทยอย่างทันท่วงที และเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2566 (ค.ศ. 2023) อธิบดีกรมยุโรปได้จัดการประชุมกับผู้แทนจากคณะกรรมาธิการยุโรปด้านสิ่งแวดล้อม (Directorate-General for the Environment: DG ENV) ของอียู และคณะผู้แทนอียูประจำประเทศไทยโดยมีหน่วยงานภาครัฐของไทยที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม เพื่อหารือเกี่ยวกับผลเบื้องต้นของการศึกษาที่จัดทำโดยฝ่ายอียูเกี่ยวกับผลกระทบของ EUDR ต่อไทย การดำเนินการที่ผ่านมาของหน่วยงานไทยที่เกี่ยวข้องกับ EUDR การสอบถามในประเด็นที่หน่วยงานไทยสงสัย ตลอดจนการสะท้อนประเด็นความร่วมมือที่ฝ่ายไทยต้องการผลักดันกับฝ่ายอียูเพื่อสนับสนุนการเตรียมความพร้อมสำหรับ EUDR ให้กับภาครัฐและเอกชนไทย
- ด้านมาตรฐานการทำธุรกิจที่คำนึงถึงสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน เน้นให้มีการหารือเกี่ยวกับร่างกฎหมาย EU Directive on Corporate Due Diligence and Corporate Accountability ซึ่งจะกำหนดให้บริษัทในอียูต้องตรวจสอบผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชน สิ่งแวดล้อม และธรรมาภิบาลตลอดห่วงโซ่การผลิตของตน เพื่อสร้างความตระหนักรู้และเตรียมความพร้อมภาคธุรกิจไทย
- ด้านมาตรฐานภาษี ไทยได้เข้าเป็นภาคีในความตกลงพหุภาคีระหว่างเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจในการแลกเปลี่ยนรายงานข้อมูลรายประเทศ (Multilateral Competent Authority Agreement on the Exchange of Country-by-Country Reports: CbC MCAA) เพื่อให้ไทยสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูล
การจัดเก็บภาษี ซึ่งจะทำให้ระบบการจัดเก็บภาษีของไทยโปร่งใสตรวจสอบได้ เป็นไปตามมาตรฐานขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organisation for Economic Co-operation and Development: OECD) และป้องกันไม่ให้ไทยถูกขึ้นบัญชีประเทศที่ไม่ให้ความร่วมมือด้านภาษีของอียู - ด้านมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ไทยร่วมรับรองปฏิญญาร่วมว่าด้วยความเป็นส่วนตัวและการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (Joint Declaration on Privacy and the Protection of Personal Data) ที่รับรองในการประชุมระดับรัฐมนตรีว่าด้วยความร่วมมือในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก ณ กรุงปารีส เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2565 (ค.ศ. 2022) โดยจะขยายผลให้เกิดยกระดับมาตรฐานด้านนี้ของไทยต่อไป
- 10. ความร่วมมือด้านการศึกษาและการพัฒนา ที่ผ่านมา สหภาพยุโรปยังไม่มีความร่วมมือเพื่อการพัฒนาผ่านกรมความร่วมมือระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ อย่างไรก็ดี อียูได้ดำเนินงานร่วมกับหน่วยงานอื่นของไทยหลายแห่งเพื่อส่งเสริมศักยภาพของไทยในหลายมิติ อาทิ การพัฒนาเรื่องการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ การส่งเสริมศักยภาพภาครัฐของไทยในการแข่งขันทางการค้า และการส่งเสริมมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ผ่านกรอบ ASEAN Regional Integration Support by the EU (ARISE PLUS) รวมถึงความร่วมมือระดับภูมิภาคในกรอบ ASEAN-EU นอกจากนี้ อียูยังมีโครงการความร่วมมือด้านการพัฒนาในระดับที่เปิดให้ไทยเข้าร่วมได้ อาทิ โครงการ SWITCH-Asia ซึ่งมีเป้าหมายในการสนับสนุนการผลิตและบริโภคที่ยั่งยืน เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยมีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นผู้ประสานงาน การจัดทุนส่งเสริมการศึกษา อบรม วิจัย (Erasmus Mundus และ Erasmus+) และทุนเพื่อส่งเสริมการวิจัยและนวัตกรรม (Horizon Europe) ให้แก่นักศึกษา นักวิจัย และสถาบันการศึกษาและวิจัยทั่วโลก ซึ่งสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เป็นหน่วยงานประสานงานหลักของไทย
- ความร่วมมือในภาคนิติบัญญัติ เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2565 (ค.ศ. 2022) คณะผู้แทนรัฐสภา นำโดยนายกิตติ วะสีนนท์ รองประธานคณะกรรมาธิการการต่างประเทศคนที่หนึ่ง วุฒิสภา และนายจักรพล ตั้งสุทธิธรรม โฆษกคณะกรรมาธิการการต่างประเทศ สภาผู้แทนราษฎร ได้เข้าร่วมการประชุม Thailand-EU Interparliamentary Meeting (IPM) ครั้งที่ 12 ผ่านระบบการประชุมทางไกล โดยฝ่ายอียูมีนาย Tomasz Poreba รองประธาน European Parliament Delegation for Relations with the Countries of Southeast Asia and ASEAN (DASE) เป็นหัวหน้าคณะ ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนความเห็นต่อพัฒนาการและความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ ทั้งทางด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคง ผ่านมุมมองของสถาบันนิติบัญญัติโดยเฉพาะประเด็นความมั่นคงระดับภูมิภาคและระดับโลกที่เป็นข้อห่วงกังวลร่วมของทั้งสองฝ่าย ตลอดจนแสวงหาโอกาสในการส่งเสริมความสัมพันธ์ทวิภาคีระหว่างไทยกับสหภาพยุโรปผ่านความตกลง PCA การเจรจา FTA ความร่วมมือภายใต้กรอบลุ่มน้ำโขงความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ตลอดจนการออกกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมของอียูที่มีผลกระทบต่อไทย โดยเฉพาะกฎหมาย EUDR
*********
กรมยุโรป
กองสหภาพยุโรป
16 กันยายน 2567
เอกสารประกอบ
TOP
กรมยุโรป กระทรวงการต่างประเทศ
Department of European Affairs
Department of European Affairs
ที่อยู่ : กระทรวงการต่างประเทศ 443 ถนนศรีอยุธยา กรุงเทพมหานคร 10400
จันทร์ - ศุกร์ เวลา 08.30 - 16.30 น. (ยกเว้นวันหยุดและวันหยุดนักขัตฤกษ์)
0-2203-5000 ต่อ 13174
0-2643-5140
Copyright © 2018 MFA All rights reserved.