ปธน. ฝรั่งเศสเดินทางเยือนรัสเซีย เพื่อเข้าร่วมการประชุม St. Petersburg International Economic Forum (SPIEF) ครั้งที่ 22
ปธน. ฝรั่งเศสเดินทางเยือนรัสเซีย เพื่อเข้าร่วมการประชุม St. Petersburg International Economic Forum (SPIEF) ครั้งที่ 22
วันที่นำเข้าข้อมูล 22 มิ.ย. 2561
วันที่ปรับปรุงข้อมูล 26 พ.ย. 2565
เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2561 นาย Emmanuel Macron ปธน. ฝรั่งเศสได้เดินทางเยือนรัสเซีย เพื่อเข้าร่วมการประชุม St. Petersburg International Economic Forum (SPIEF) ครั้งที่ 22 (ระหว่างวันที่ 24 – 26 พฤษภาคม 2561) โดยในการพบหารือกับนาย วลาดิมีร์ ปูติน ปธน. รัสเซีย ทั้งสองฝ่ายได้หารือในประเด็นต่างๆ ที่สำคัญ ได้แก่
1. ความสัมพันธ์ทวิภาคี
ผู้นำทั้งสองประเทศเห็นพ้องกันที่จะส่งเสริมความร่วมมือในด้านไซเบอร์ โดยเฉพาะการแลกเปลี่ยนข้อมูล และการป้องกันการโจมตีทางไซเบอร์ นอกจากนี้ ยังเห็นพ้องกันที่จะสนับสนุนความร่วมมือในด้านเศรษฐกิจระหว่างภาคเอกชนสองฝ่ายด้วย
อนึ่ง ระหว่างการเยือนและการเข้าร่วมประชุม SPIEF ภาครัฐและเอกชนของฝรั่งเศสกับรัสเซียได้ร่วมกันลงนามความตกลงร่วมมือในสาขาต่างๆ ประมาณ 50 ฉบับ อาทิ ด้านอวกาศ พลังงานนิวเคลียร์ วิทยาศาสตร์ การวิจัย วัฒนธรรม และการศึกษา โดยมีโครงการความร่วมมือที่สำคัญ ได้แก่ การสร้างโรงงานก๊าซธรรมชาติเหลวแห่งที่ 2 ในภาคเหนือของรัสเซียโดยบริษัท Total และบริษัท Novatek และความร่วมมือด้านการบินและอวกาศระหว่างบริษัท CNES และบริษัท Roskosmos เป็นต้น
2. ประเด็นระหว่างประเทศ
(1) อิหร่าน
- ผู้นำทั้งสองประเทศเห็นพ้องกันที่จะปกป้องข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่าน หรือ Joint Comprehensive Plan of Action (JCPOA) ให้สามารถดำเนินการต่อไป และหวังว่าภาคีที่ลงนามในข้อตกลงฯ จะยังคงปฏิบัติตามและรักษาข้อตกลงนี้ไว้ โดยหวังว่า อิหร่านจะไม่กระทำกิจกรรมใดๆ ที่เกี่ยวกับการผลิต/ เผยแพร่อาวุธนิวเคลียร์ ทั้งนี้ เพื่อที่จะเป็นการรักษาข้อตกลงนี้ให้ดำเนินไปอย่างต่อเนื่องและมีความน่าเชื่อถือ ปธน. Macron ยังได้แสดงความปรารถนาจะทำงานร่วมกับอิหร่านอย่างตรงไปตรงมาและอยู่บนพื้นฐานของความจริงใจ เพื่อให้เกิดความมั่นคงในภูมิภาคตะวันออกกลาง
- ปธน. ฝรั่งเศสมีท่าทีเช่นเดียวกับอังกฤษและเยอรมันที่เห็นว่าเนื้อหาของข้อตกลงฯ ไม่เป็นที่พอใจเท่าไหร่นัก และจำเป็นที่จะต้องได้รับการขยายความเพิ่มเติมเพื่อให้ครอบคลุมการปฏิบัติภายหลังจากปี 2568 (post-2025) ในขณะที่ ปธน. รัสเซียกลับเห็นเช่นเดียวกับอิหร่านว่า ข้อตกลงปัจจุบันนั้นครอบคลุมแล้วและไม่จำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลง
- ผู้นำทั้งสองประเทศเห็นถึงความจำเป็นของการสร้างกรอบความร่วมมือด้านความมั่นคงขึ้นในภูมิภาคตะวันออกกลาง ทั้งนี้ เพื่อเป็นการป้องกันการแพร่ขยายของอาวุธนิวเคลียร์และอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง ซึ่งมีแนวโน้มจะเกิดขึ้นในอนาคต
(2) ซีเรีย
- ปธน. ฝรั่งเศสเห็นว่า มหาอำนาจที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ในซีเรียจำเป็นต้องหันหน้ามาเจรจากัน เพื่อหาข้อสรุปทางการเมืองต่อความขัดแย้งในซีเรีย ทั้งนี้ ฝรั่งเศสให้ความสำคัญอันดับต้นกับการจัดการกับขบวนการก่อการร้าย และต่อสู้กับขบวนการมุสลิมหัวรุนแรง รวมทั้งสนับสนุนให้เกิดการเมืองแบบมีส่วนร่วมในซีเรีย ผ่านการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยให้โอกาสแก่ชาวซีเรียทุกคนทั้งในและนอกประเทศได้มีส่วนในการเลือกรัฐบาลชุดใหม่
- ผู้นำทั้งสองฝ่ายยังเห็นพ้องกันที่จะจัดตั้งกลไกการปรึกษาหารือและการประสานงานร่วมกันในกรณีซีเรีย (ปัจจุบันฝรั่งเศสได้ให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่ NGOs ในซีเรียเป็นมูลค่า 50 ล้านยูโร)
- อย่างไรก็ดี ผู้นำฝรั่งเศสและรัสเซียมีความเห็นที่ต่างกันในประเด็นข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการใช้อาวุธเคมีในซีเรีย แต่ก็เห็นด้วยที่จะให้มีกลไกระหว่างประเทศที่มีอิสระและเป็นกลางในการเข้ามาพิสูจน์ทราบและแก้ไขความสงสัยในประเด็นนี้
(3) ยูเครน
- ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องกันว่า ข้อตกลงกรุงมินสก์ (Minsk Agreement) เป็นกลไกเดียวที่จะสามารถแก้ไขปัญหาในยูเครนได้ ทั้งนี้ ทุกฝ่ายต้องเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานที่สามารถปฏิบัติได้ และเกิดผลเป็นรูปธรรม
รูปภาพประกอบ
รูปภาพประกอบ
Department of European Affairs
จันทร์ - ศุกร์ เวลา 08.30 - 16.30 น. (ยกเว้นวันหยุดและวันหยุดนักขัตฤกษ์)